ตีแผ่ภัยใกล้ตัว! จ้องสมาร์ทโฟนเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น

 13r

 

 

      กลายเป็นที่สนใจของสังคมเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งได้โพสต์อุทาหรณ์เตือนใจสำหรับคุณแม่ทุกคนที่มีลูกยังเล็กและเลี้ยงด้วยสมาร์ทโฟน ผ่านเฟชบุ๊ก Fahsai Winnie ซึ่งในเนื้อหาระบุว่าลูกสาวของเธอคือ “น้องมินนี่” ต้องเข้ารับการผ่าตัดดวงตา อันมีสาเหตุมาจากการจ้องจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน เนื่องจากภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ทำลายกล้ามเนื้อหัวตา จึงทำให้เด็กตาเหล่โดยไม่รู้ตัว หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจสูญเสียการมองเห็นภาพ 3 มิติ หรือเสี่ยงต่อการตาบอดได้ และต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดมีค่าใช้จ่ายกว่า 100,000 บาท ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ทั้งนี้หลังจากที่เรื่องราวอุทาหรณ์ครั้งนี้ได้เผยแพร่ไปบนโลกออนไลน์ก็มีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ที่สำคัญมีคุณแม่หลายท่านที่ลูกมีอาการคล้ายลักษณะแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ได้พาลูกๆไปพบจักษุแพทย์เพราะยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้สักเท่าไหร่และคิดว่าจะหายเองได้เมื่อลูกโตขึ้น เพื่อความกระจ่างชัดมากขึ้นทางทีมข่าวSanook News! จึงได้ติดต่อสอบถามไปยังคุณแม่ของน้องมินนี่ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและพบข้อมูลที่น่าตกใจ ซึ่งคุณฟ้า แม่ของน้องมินนี่เปิดเผยกับทีมข่าวว่า “น้องมินนี่ตอนนี้อายุ 5 ขวบแล้ว

ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นขณะคุณแม่ส่งน้องไปเรียนพิเศษและทางคุณครูได้ทักมาว่าตาของน้องมีดูแปลกๆ คล้ายกับเป็นโรคเลซี่อาย ทางคุณแม่จึงไปหาข้อมูลพบว่าโรคเลซี่อายหรือโรคตาขี้เกียจ หากมีอาการอาจทำให้ดวงตาข้างที่อ่อนแอถึงกับตาบอดได้ ทางคุณแม่ก็ตกใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงพาน้องมินนี่ไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณหมอได้ลงความเห็นว่าตาซ้ายของน้องได้เหล่ออกไปข้างๆ ประมาณ 35 ซม. และตาขวาก็แหล่เช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีรักษาต้องผ่าตัดอย่างเดียวถึงจะดึงกล้ามเนื้อตากลับมาได้โดยต้องผ่าทั้งสองข้าง ซึ่งถ้าปล่อยไว้น้องอาจจะต้องสูญเสียภาพ 3 มิติและตาก็จะไม่ทำงาน วินาทีนั้นคุณแม่แทบช็อคและสงสารลูกมากเพราะเค้ายังเด็ก แต่แม่ก็ตัดสินใจผ่าตัด

 

1r3r

 

ซึ่งคุณหมอได้อธิบายว่าโรคตาเหล่เกิดได้หลายสาเหตุ และการที่คุณแม่ให้ลูกดูสมาร์ทโฟน หรือ ไอแพด ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกันเนื่องจากว่าหน้าจอพวกนี้จะมีแสงและภาพเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นสิ่งเร้าทำให้เกิดโรคตาเหล่ตาเอียงได้แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ามีผลทำให้เกิดโรคโดยตรง ซึ่งเด็กสมัยนี้เกิดมาในยุคดิจิตอลและอุปกรณ์เหล่านี้การที่ปล่อยให้เด็กจ้องดูหน้าจอเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดโรคตาเหล่ ตาเอียงได้เพราะเด็กต้องใช้สายตาในการเพ่งมอง และโรคตาเหล่ ตาเอียงจะพบบ่อยในเด็กวัยนี้เพราะเด็กเล็กเค้าจะยังไม่มีสันจมูกจึงทำให้หัวตาย้วยไปย้วยมาและยิ่งมีสิ่งกระตุ้นเป็นภาพเคลื่อนไหวสายตาของเด็กก็จะวิ่งกรอกไปมาซ้ายขวา โดยไม่มีสันจมูกรองรับลูกตาจึงทำให้เกิดเป็นโรคนี้

ทั้งนี้คุณฟ้าได้เล่าเสริมว่าแต่ก่อนที่น้องมินนี่ยังเล็กๆ คุณแม่ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่เพราะยุ่งกับการทำขนมเพื่อหารายได้ ก็เลยปล่อยให้น้องดูสมาร์ทโฟนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำงานเสร็จบางทีก็ใช้เวลานานกว่าครึ่งวันก็มี ที่หนักสุดคือปล่อยให้น้องดูติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน พอไม่ให้น้องดูเค้าก็จะหงุดหงิด จึงตัดสินใจส่งน้องเข้าไปเรียนที่เนิร์สเซอรี่เค้าจะได้มีเพื่อนและไม่ติดมือถือ แต่หลังจากเลิกเรียนก็มีให้ดูบ้างประมาณ 15-30 นาที ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าน้องเป็นโรคนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หากคุณครูไม่ทักก็ไม่อาจทราบได้ และยังโชคดีที่รู้ก่อนจึงรักษาได้ทันท่วงที

ทั้งนี้สาเหตุที่คุณฟ้าได้โพสต์เรื่องราวของน้องมินนี่ลงบนโลกออนไลน์ก็เพื่อต้องการให้เป็นวิทยาทานและเป็นข้อมูลสำหรับคุณแม่ทุกคนที่มีลูกๆวัยเดียวกันและชอบให้ลูกดูจอมือถือนานๆ ที่สำคัญหลังจากเรื่องราวนี้เผยแพร่ออกไปมีผู้ปกครองได้อินบ็อกเข้ามาถามคุณแม่มากมาย เนื่องจากว่าลูกๆของพวกเค้าก็มีอาการคล้ายกับน้องมินนี่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างมากเพราะผู้ปกครองทุกคนรู้ดีว่าการให้ลูกดูสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ยังไม่เกิดกรณีศึกษาว่าอันตรายแค่ไหน คุณแม่ถึงอยากให้เรื่องราวของน้องมินนี่เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ปกครองทุกคนต้องใส่ใจกับบุตรหลานในเรื่องนี้

แต่ในเรื่องไม่ดีกลับมีสิ่งที่ประทับใจ เมื่อมีบุคคลท่านหนึ่งเข้าใจว่าน้องมินนี่ตาบอดจึงติดต่อเข้ามาเพื่อที่อยากจะบริจาคดวงตาให้ ซึ่งคุณแม่รู้สึกปลื้มใจมากที่ในสังคมไทยยังมีคนดีๆ อีกมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือดูแลกันอยู่ตลอดเวลา คุณฟ้าแม่น้องมินนี่กล่าวทิ้งท้าย ทีนี้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคตาเหล่ในเด็กคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร และรักษาได้อย่างไรบ้าง..?

ตาเหล่ เป็นภาวะหรือโรคที่พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก แต่ก็อาจพบในเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยตาดำข้างใดข้างหนึ่งจะมีการเหล่เข้าด้านในทางหัวตาเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจพบได้บ้างที่ตาเหล่ออกด้านนอกทางหางตา ตาแหล่ขึ้นด้านบน หรือตาเหล่ลงด้านล่าง ซึ่งถ้าเรามีการมองเห็นปกติ  ตาทั้งสองข้างจะมองตรงไปยังจุดเดียวกัน หลังจากนั้นสมองก็จะรวมภาพจากตาทั้งสองข้างแปลเป็นภาพสามมิติ

 

1ad3

สาเหตุของตาเหล่

เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม การถามประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วยก็จะสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคได้

เกิดจากความพิการของกล้ามเนื้อกลอกลูกตา

เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการทางร่างกายช้า

เกิดจากการมีโรคในตาข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้สายตาข้างนั้นมัวลงมากกว่าอีกข้าง เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สมดุลและเกิดภาวะตาเหล่

เกิดจากมะเร็งจอตาในเด็ก เป็นผลทำให้ตาข้างที่เป็นโรคอาจมีระดับสายตาลดลงมากเนื่องมีจากมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่มาบดบังจุดภาพชัด ทำให้เกิดภาวะตาเหล่ตามมา และหากไม่รีบรับการรักษาก็อาจทำให้เด็กเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้

การรักษาตาเหล่ในเด็กเล็ก

หากพบว่าลูกตาแหล่ตั้งแต่เด็ก ๆ การผ่าในช่วงอายุน้อย จะมีผลที่ดีมากกว่าตอนโต ในส่วนของการผ่าตัดมักจะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมลูกตาคลายตัวลง แต่ในบางรายผู้ปกครองอาจทำใจว่า เด็กอาจต้องได้รับการผ่าตัดหลายครั้งเพราะผลการผ่าตัดอาจออกมาได้ทั้งแก้ไขมากเกินไป หรือแก้ไขน้อยเกินไป ซึ่งเวลาที่เด็กโตขึ้น ก็อาจมีตาเหล่ออกนอกหรือเหล่เข้าในตามมาได้อีก

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไปแต่ควรจำกัดเวลาให้เด็กใช้เท่าที่จำเป็น เช่น 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วให้หยุดพักสัก 3-5 นาที รวมถึงไม่ควรให้เด็กใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กเกินไปหรือใช้ในที่แสงน้อยเพราะเด็กจะต้องเพ่งมากอาจทำให้เกิดอาการตาแห้งและอักเสบตามมาได้

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลูกน้อยเล่นมือถือ 

ทั้งนี้หากใครที่เล่นสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงตาบอดกะทันหันได้ได้ ดังเช่นกรณีที่ประเทศจีนเมื่อหญิงสาววัย 21 ปี ติดเกมบนมือถืออย่างหนักเล่นทั้งวันเป็นประจำ โดยใช้เวลาเล่นติดต่อกัน 7-8 ชั่วโมง ถึงขนาดที่ว่าบางครั้งเล่นจนลืมกินลืมนอน ทำให้ดวงตาข้างขวามองไม่เห็นอย่างเฉียบพลัน

ซึ่งจักษุแพทย์วินิจฉัยว่าอาการดังกล่าวเกิดจากเส้นเลือดแดงของจอประสาทตาอุดตัน เลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงจอประสาทตาได้ จึงทำให้สูญเสียการมองเห็นไปและมีแนวโน้มสูงที่ดวงตาข้างขวานั้นจะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นี่คือกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ดวงตาที่มากเกินความพอดีสุดท้ายแล้วผลเสียก็ย่อมตกมาถึงตัวเองที่เป็นผู้กระทำ

สมาร์ทโฟนถือว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนในยุคปัจจุบันไม่สามารถจะขาดมันได้ แต่ถ้าหากมัวแต่เล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจคนรอบข้างเพื่อเข้าสังคมก้มหน้า สุดท้ายคุณอาจจะสูญเสียสิ่งดีๆไปมากมายก็เป็นได้ ถ้ารู้จักเล่นรู้จักใช้ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอย่างมหาศาล โดยที่ชีวิตไม่ต้องเสี่ยงกับภัยของสมาร์ทโฟน

 

ที่มา :  facebook Fahsai Winnie , rakluke


รับทำ SEO บริการอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์แบบครบวงจร เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ สร้างยอดขายไร้ขีดจำกัด สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า10ปี คลิกเลย! รับทำ SEO